แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - Joe524

หน้า: [1] 2 3 ... 34
1
หุ้นไทยวันนี้ (19 ต.ค.) ปิดตลาดภาคเช้า -13.66 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,630 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 62,562 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่ HENG KBANK และ SCC

การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (19 ต.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาดภาคเช้า อยู่ที่ระดับ 1,630.26 จุด ปรับลง -13.66 จุด หรือคิดเป็น -0.83% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 62,562 ล้านบาท เคลื่อนไหวในกรอบ 1,629.32-1,649.66 จุด โดยหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่ HENG KBANK และ SCC


ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -9.78 จุด หรือคิดเป็น -0.99% อยู่ที่ 981.29 จุด มูลค่าซื้อขายรวม 32,829 ล้านบาท เทียบเป็นราว 52.47% ของการซื้อ-ขายทั้งหมด

10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายสูงสุด


1. HENG : 5,008.92 ล้านบาท ราคา +1.07 บาท (+54.87%)
2. KBANK : 4,716.98 ล้านบาท ราคา -4.00 บาท (-2.76%)
3. SCC : 2,278.00 ล้านบาท ราคา -9.00 บาท (-2.24%)
4. AOT : 1,773.91 ล้านบาท ราคา -1.75 บาท (-2.61%)
5. BANPU : 1,617.40 ล้านบาท ราคา -0.20 บาท (-1.54%)
6. TRUE : 1,486.18 ล้านบาท ราคา -0.18 บาท (-4.31%)
7. PTT : 1,332.76 ล้านบาท ราคา -0.50 บาท (-1.25%)
8. ADVANC : 1,082.76 ล้านบาท ราคา -2.50 บาท (-1.32%)
9. CPALL : 1,017.66 ล้านบาท ราคา +0.25 บาท (+0.38%)
10. IRPC : 982.22 ล้านบาท ราคา -0.16 บาท (-3.39%)

ขณะที่ตลาด mai ปรับลง -4.46 จุด หรือ -0.8% ในทิศทางเดียวกัน มาอยู่ที่ 553.98 จุด มูลค่าซื้อขาย 2099.39 ล้านบาท

หมายเหตุ : ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โปรดตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2
อุตสาหกรรมเชียงใหม่จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจพร้อมนำเสนอผลงานผู้ประกอบการ  กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟในภาคเหนือ สร้างโอกาสการเติบโตในธุรกิจ

อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีเปิดกิจกรรมเจรจาธุรกิจพร้อมนำเสนอผลงานผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟในภาคเหนือ ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมและธุรกิจกาแฟในภูมิภาค (Lanna Coffee Hub) กิจกรรมพัฒนาขีดความสามารถเชิงธุรกิจของเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมและธุรกิจกาแฟ  (Coffee Entrepreneurs Development) โดยเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน ได้รับโอกาส ในการต่อยอดธุรกิจสู่เวทีระดับสากล นอกเหนือจากองค์ความรู้และการพัฒนาทักษะจากการอบรม เพื่อพัฒนาทักษะและขีดความสามารถทางการแข่งขันทางธุรกิจของเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมและธุรกิจกาแฟ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมกาแฟและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมตอบโจทย์กลุ่มตลาดเป้าหมายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กรอบ BCG Model และเป็นที่รู้จักในวงกว้างอันนำไปสู่การเกิดศูนย์กลางอุตสาหกรรมกาแฟในระดับภูมิภาค


 

ในการนี้ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานในฐานะผู้จัดกิจกรรมร่วมกับ บริษัท คิริมารุ จำกัด โดยมีนายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

ADVERTISEMENT


ทั้งนี้ นายบุญอุ้ม วงศ์บุตร อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลในฐานะผู้ให้ทุนว่า สำหรับกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2564  โดยจัดให้มีนิทรรศการแสดงผลงานผลิตภัณฑ์และจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำจำนวนกว่า 50 บูธ พร้อมเชิญนักธุรกิจและนักลงทุนจากบริษัทชื่อดังทั้งในและต่างประเทศมากถึง 10 หน่วยงานองค์กร อาทิ องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) บริษัท เอเจ อีคอมเมิร์ซ จำกัด (Alibaba.com) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ฯลฯ โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้พร้อมเลือกซื้อสินค้าอุดหนุนผู้ประกอบการและเปิดโลกธุรกิจกาแฟให้มากขึ้นได้จากงานนี้

3
     ให้บริการค้นหาผู้ให้บริการขนส่งในประเทศ ผู้ให้บริการรถรับจ้าง ผู้ให้บริการ logistics เพื่อให้ทุกความต้องการด้านการขนส่งสินค้าเป็นเรื่องง่าย

4


"บล.ยูโอบี เคย์เฮียน" ชี้ คลังสั่งปิด"เอเชียประกันภัย" กระทบต่อบรรยากาศลงทุนรวมของหุ้นไทยคงไม่มาก แต่คาดจะกระทบต่อบรรยากาศลงทุนหุ้นในกลุ่มประกันภัยบ้าง เหตุกังวลผลกระทบของการเคลมประกันโควิดที่จะมีต่อผลประกอบการไตรมาส 3/64

จากกรณีที่กระทรวงการคลัง มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ บริษัท เอเชียประกันภัย 1951 จำกัด  นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ( บล.)ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า  จากประเด็นดังกล่าว กระทบต่อบรรยากาศลงทุนรวมของหุ้นไทยคงไม่มาก แต่คาดว่าจะกระทบต่อบรรยากาศลงทุนหุ้นในกลุ่มประกันภัยบ้าง จากความกังวลผลกระทบของการเคลมประกันโควิด-19 ที่จะมีต่อผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3/64

อย่างไรก็ตามภาพรวมของความแข็งแกร่งของบริษัทประกันภัยเบื้องต้น สามารถสามารถดูได้จากอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) ซึ่งจะเป็นการดูเงินที่บริษัทสำรองไว้เทียบกับที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในกลุ่มของบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ 5 แห่ง มีอัตราส่วนดังกล่าวเกินกว่า 200% (อิงข้อมูลไตรมาส 1/63 จากสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย) ไม่ว่าจะเป็น วิริยะประกันภัย (205%), ทิพยประกันภัย (213%), กรุงเทพประกันภัย (236%), เมืองไทยประกันภัย (255%) หรือแม้แต่ สินมั่นคงประกันภัย (371%) ที่เคยมีประเด็นขอยกเลิกกรมธรรม์โควิด-19 ก็จะเห็นว่ามีการสำรองเงินกองทุนไว้ในระดับสูง

ดังนั้นถึงแม้จะมีปัญหาจากยอดเคลมที่น่าจะสร้างผลขาดทุนในระดับที่สูง แต่ในเชิงความเสี่ยงถึงขั้นปิดกิจการก็จะอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก ค่าเฉลี่ยของเงินกองทุนของบริษัทประกันภัยไทยอยู่ที่ 399% ถือว่าแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง ทั้งนี้บริษัทประกันภัยที่เป็นบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มี CAR มากกว่า 200% ยกเว้นอาคเนย์ประกันภัย (134% ณ สิ้นไตรมาส 1/63) ทำให้มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการเคลมประกันโควิด-19ที่สูงกว่าบริษัทประกันภัยที่เป็นบริษัทจดทะเบียนอื่น

อ่านข่าว : เปิดแนวทางช่วยเหลือ 3 กลุ่มได้รับผลกระทบ สั่ง’ปิดเอเชียประกันภัย’


โดยปกติแล้วการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัยเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ในช่วง 12 ปี ที่ผ่านมาเกิดขึ้นประมาณ 4 กรณี คือ สัมพันธ์ประกันภัย (2552), เอ.พี.เอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล (2553), สัจจะประกันภัย (2560), เจ้าพระยาประกันภัย (2561) โดยส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาของการดำรงเงินกองทุน มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ หรือจัดสรรสินทรัพย์ไว้สำหรับชำระหนี้สินและภาระผูกพันไม่ครบถ้วน ส่วนใหญ่จะมาจากปัญหาส่วนตัวหรือระบบบริหารงานภายในของแต่ละบริษัท ทำให้มีลักษณะเป็นปัญหาเฉพาะราย

ทั้งนี้สถานการณ์ของบริษัทประกันในรอบนี้ที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19มีความแตกต่างอยู่พอสมควร และกระทบเป็นวงกว้าง กับบริษัทหลายรายจากความเสี่ยงเชิงระบบที่สูงขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19ในประเทศไทยย่ำแย่ลง ทำให้ความเสี่ยงจากการรับประกันภัยสูงขึ้นมากกว่าที่บริษัทประกันภัยเคยประเมินไว้ ซึ่งความเสี่ยงในการรับประกันภัยจริงๆของแต่ละรายก็ยังคงแตกต่างกันไปอีก ขึ้นกับหลายปัจจัย อาทิ ประเภทของกรมธรรม์โควิด-19ที่ขาย, การควบคุมความเสี่ยงในการรับประกัน, การเลือกช่องทางการขาย เป็นต้น อย่างเช่นบริษัทประกันภัยบางแห่งไม่รับประกันในลักษณะเหมาทั้งองค์กร หรือทั้งโรงงาน แม้จะเสียโอกาสในการรับเบี้ย แต่ในเชิงควบคุมความเสี่ยงก็จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าบริษัทประกันภัยที่รับประกันที่ไม่ได้คุมความเสี่ยงตรงนี้ 


สำหรับปัญหาของบริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด น่าจะมาจากหลายปัจจัยรวมกัน ประกอบกับปัญหาของการเคลมประกันโควิด-19ที่ทำให้อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR)  ลดลงอย่างรวมเร็ว โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/64 CAR ที่ 153% (ลดลงจากไตรมาส 1/64 ที่ 193%)

ขณะที่บริษัทถูกสั่งแก้ไขดำเนินผลประกอบการมาก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งหลังการเข้าควบคุมการดำเนินงานทาง คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คงเล็งเห็นแล้วว่าบริษัทไม่สามารถจ่ายชำระภาระผูกพันที่เกิดจากการเคลมประกัน โควิด-19ได้ จึงต้องใช้อำนาจนายทะเบียนในการสั่งระงับการรับประกันภัยใหม่ และเสนอให้ รมว.คลังเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งจะเปิดทางให้สามารถใช้กลไกของกองทุนประกันวินาศภัยเข้ามาดูแลผู้เอาประกัน 

5
เปิด “เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย” ผ่าน 4เครื่องชี้วัด หากเทียบกับ 10ประเทศในภูมิภาค และประเทศหลัก สะท้อนความแข็งแกร่ง หรืออ่อนแอลงของเศรษฐกิจไทย

วัด “เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย”เทียบต่างประเทศ แกร่งแค่ไหน?      แม้เศรษฐกิจไทย จะถูกผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา สายพันธ์ใหม่ หรือโควิด-19 มาเกือบสองปี ทำให้เศรษฐกิจไทยถูกกระทบหนัก โดยเฉพาะจากโควิด-19 ระลอก3 ที่ตอกย้ำผลกระทบที่มีให้หนักหน่วงมากขึ้นไปอีก

      แต่หากดูภาพรวมด้าน “เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย”แม้เศรษฐกิจจะถูกกระทบหนัก แต่ก็ยังถือว่ายังมี “เสถียรภาพ” ในมุมมองจากนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ทั้งผ่าน หนี้สาธารณะซื้อหวยออนไลน์ถูกกฎหมายที่ยังอยู่ระดับต่ำแม้จะสูงขึ้น ทุกสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ระดับสูง หรือหนี้ต่างประเทศที่ไทยมีหนี้ค่อนข้างน้อยหากเทียบกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
     อย่างไรไรก็ตาม แต่หากดู “เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย”เทียบกับต่างประเทศ เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่งอยู่หรือไม่

     วันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้มีการวบรวมประเด็นสำคัญที่ชี้วัดเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นผ่านมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์แนวหน้าของวงการเศรษฐกิจไทย “นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics)

อ่านข่าว : ‘ส่อง’ เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติโควิด 19. 
 



    นริศ” กล่าวว่า ตัวชี้วัด “เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย” หลักๆ มี 4 หัวใจสำคัญ ด้านแรก “หนี้สาธารณะ” หากเทียบกับจีดีพี สิ้นปี 2563 ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะของไทย อยู่ที่ 52% ขณะที่คาดว่า สิ้นปีนี้หนี้สาธารณะของไทยจะปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 55%

    ซึ่งหากเทียบกับประเทศในภูมิภาค หรือประเทศหลักๆ  10ประเทศเรายังถือว่า มีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับกลางๆ ไม่สูง หรือต่ำจนเกินไป แม้จะสูงกว่าเวียดนาม แต่ก็ต่ำกว่าประเทศใกล้ๆเรา คือมาเลเซีย

      ดังนั้นถือว่าด้านนี้ ไม่น่าห่วง ไม่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยมากนัก 
      ถัดมาคือ หนี้ภายนอกประเทศ หรือหนี้ต่างประเทศหากเทียบกับจีดีพี

    ไทยถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ที่มีหนี้ค่อนข้างต่ำ โดยอยู่อันดับที่สอง โดยมีหนี้ต่ำเพียง 37%ของจีดีพีและคาดสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 36%ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งสูงกว่าอันดับหนึ่งไม่มาก คือฟิลิปินส์ ที่หนี้ต่างประเทศอยู่เพียง27% และ 26%ปีนี้

     ในขณะที่ประเทศใกล้เรา อย่างมาเลเซีย  หนี้ต่างประเทศสูงถึง 68% และ 69% ปีนี้ หรือเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสิงค์โปรที่สูงไปถึง 417% และคาด444% ต่อจีดีพีในปีนี้

    ดังนั้นหนี้ภายนอกประเทศ ถือว่าไม่น่ากังวลต่อภาพเศรษฐกิจไทย

       ประเด็นที่ 3 คือทุนสำรองระหว่างประเทศ  ปัจจุบันทุนสำรองไทยอยู่ในระดับสูงที่ 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นจำนวนเดือนของการนำเข้าสูงถึง 12เดือน

      แม้จะลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 15 เดือน แต่ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งมากกว่ามาเลเซียถึง 2 เท่า ที่เทียบกับการนำเข้าเพียง 6 เดือนเท่านั้น 


   สุดท้ายคือ รายได้ดุลบัญชีเดินสะพัด หากเทียบกับจีดีพี ปัจจุบันรายได้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เริ่มกลับมาขาดดุล

     ซึ่งคาดว่าปีนี้ รายได้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะขาดดุลราว 3.3% ซึ่งเป็นการขาดดุลในรอบ 20ปี หากนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง ที่เราเกินดุลมาต่อเนื่อง 
     ซึ่งหากดูด้านรายได้ดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าปีนี้ ไทยจะเป็นประเทศที่ขาดดุลสูงสุด หากเทียบกับ 10ประเทศ คือสิงค์โปร สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมันนี ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ เวียดนาม สหรัฐ

     แม้จากผลกระทบโควิด-19 จะทำให้หลายประเทศขาดดุลเหมือนกันแต่ก็ยังไม่หนักเท่าไทย เช่นเวียดนาม หรือสหรัฐ ที่คาดว่า สิ้นปีนี้จะขาดดุลอยู่ที่ 2.8% และ 30% 

      อย่างไรก็ตาม การขาดดุลของไทย หลักๆมาจากภาคบริการ รายได้ท่องเที่ยวจากต่างชาติที่หายไป รวมถึงดุลการค้าที่ขาดดุลต่อเนื่อง              

     ดังนั้นหากดูตัวชี้วัดนี้ ถือว่า “น่ากังวล”  หากการขาดดุลเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะหากมองไปข้างหน้า มีโอกาสที่จะเห็นการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น หากราคาน้ำมันทะลุ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ไทยต้องนำเข้าในมูลค่าที่สูงขึ้น ทำให้มีโอกาสที่จะเห็นดุลการค้าขาดดุลต่อเนื่อง 
      ซึ่งตัวชี้วัดนี้ เป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้ภาพ “เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย”ปรับตัวดูแย่ลง!!

      การขาดดุลดังกล่าว นักลงทุนต่างชาติก็เริ่มนำมาเป็นประเด็นในการตัดสินใจลงทุนหรือ มองภาพเศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้า

     เหล่านี้สะท้อนไปถึงค่าเงินบาท ที่เริ่มอ่อนค่าลง โดยปัจจุบันเงินบาทไทย อ่อนค่าสุดในภูมิภาคราว 10% หากเทียบตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน 

    โดยสรุปแล้ว แม้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะดูแย่ลง แต่โดยภาพรวมแล้ว หากดูจากอีก 3ปัจจัยชี้วัด ถือว่า “เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย”ยังไม่ได้อ่อนแอ ยังคงมีเสถียรภาพ

     แต่ก็ต้องจับตาใกล้ชิด ในด้านการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ที่อาจส่งผลทำให้เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยดูแย่ลงได้!!!  

6
ร่วมทีม นายหน้ามือใหม่ Co-Agent(โคเอเจ้นท์)

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent ได้ทุกรูปแบบ...คุณมีลูกค้ากับ PROPSO มีห้องจำนวนมากให้เลือก แบ่งเลย 50/50





•    รับเงินภายใน 2 ชม. หลังเสร็จธุรกรรม
•    ไม่ต้องรอรอบเบิกรายเดือน จบตอนไหน โอนทันที!!!

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent กับ Propso ดีอย่างไร?

•    มีทรัพย์ให้เลือกมากกว่า 50,000 รายการ อัพเดทตลอด
•    ไม่จำเป็นต้องไปหน้างานอยู่ #กทม ปิดเคส #เชียงใหม่ ได้
•    หลากหลายประเภททรัพย์ บ้าน คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ และ โฮมออฟฟิศ
•    มีทุกรูปแบบ ทรัพย์ใหม่ (จากโครงการ) // ทรัพย์มือสอง // ขายพร้อมผู้เช่า // ทรัพย์ให้เช่า // เช่ารายวัน
•    รับเงินทันที ภายใน 2 ชม. หลังเสร็จสิ้นธุรกรรม ไม่ต้องรอรอบการเบิก รายเดือน
•    ดูห้องได้ ภายใน 2 ชม. เปิดห้องได้ภายในวัน ไม่ติดเวลา เที่ยงคืน ตีสี่ หรือ ห้าทุ่ม

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent กับ Propso คิดค่าคอมมิชชั่นอย่างไร?

•    [ในกรณีขาย] คิดค่าบริการ 3% ของราคาซื้อขาย โดยหัก ณ วันทำสัญญาทันที
•    [ในกรณีเช่า 1 ปี] คิดค่าบริการ 1 เดือน โดยหัก ณ วันทำสัญญาทันที
•    [ในกรณีเช่าต่ำกว่า 1 ปี] คิดค่าบริการเดือนละ 10% โดยหัก ณ วันทำสัญญาทันที





นายหน้ามือใหม่ Co-Agent กับ Propso ช่องทางการติดต่อ?

•    Tel :0817554553 (อัตโนมัติ 10 คู่สาย)
•    Facebook : @Propso
•    Line: @Propso

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent รู้หรือไม่ ลูกค้ากลุ่มไหนที่มักจะใช้บริการ Propso?

บุคคลเหล่านี้ต้องการหาเช่าคอนโดระยะสั้น 1-3-6 เดือน และ 1 ปี หรือบางทีอาจจะต้องการซื้อคอนโด
•    Expat - ชาวต่างชาติ
•    Exchange Student - นักเรียนแลกเปลี่ยน
•    Patient - ผู้ป่วยที่ต้องมีการ Fullow up
•    Internship – นักศึกษาฝึกงาน

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent รู้หรือไม่ ทำไมลูกค้าส่วนใหญ่ถึงเลือกใช้บริการ Propso?

•    เช่าโรงแรม ราคาสูงเกินไป
•    เช่าผ่าน Airbnb ราคาก็ไม่ถูก
•    เช่าอพารท์เมนท์ Facility ต่างๆ ก็ไม่ครบครัน





นายหน้ามือใหม่ Co-Agent รู้หรือไม่ หลังจากแนะนำลูกค้าให้ Propso ต้องทำอะไรต่อ?

•    ไม่ต้องทำ ไม่ต้องมีความรู้ใดๆ Condothai มีทีมงานมืออาชีพ คอยดูแล
•    วันที่นัดดูห้อง จะมาด้วยหรือไม่มาก็ได้ มีทีมงาน Propso อัพเดทสถานะลูกค้าให้ตลอด
•    มี Call Center คอยให้บริการ หลังจากปิดงานเรียบร้อย จะมีเจ้าหน้าที่คอยอัพเดทสถานะให้เช่นกัน

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent โคเอเจ้น เอเจ้นท์เช่า นายหน้าขาย Agent Rental เอเจนซี่ขาย Agency

จุดเด่นของการสมัครนายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent กับ Propso

ที่พักอาศัย บ้าน คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม ล้วนแต่เป็นปัจจัยสี่ ที่มนุษย์ไม่สามารถขาดได้ การมีที่พักอาศัยที่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน ดังนั้นในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่ยังเด็ก >> วัยรุ่น >> วัยทำงาน >> แต่งงาน >> มีลูก >> วัยชรา ในทุกๆช่วงวัยนั้น ก็มีความต้องการในการใช้ที่พักอาศัยแต่ละประเภทที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งที่พักอาศัยมักจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเสมอ โดยถ้าเราสามารถรับรู้ถึงความต้องการของแต่ละคน ในแต่ละช่วงวัย ก็สามารถทำให้เราสร้างรายได้จากการเป็น นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent กับ Propso ได้เช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าที่พักอาศัยจะเป็นปัจจัยสี่ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ตามแต่ละช่วงวัย แต่การจะเข้าสู่อาชีพ นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent นั้นก็ใช่ว่าทุกคนสามารถจะทำได้ เนื่องจากอาชีพนายหน้า หรือ เอเจ้นท์ (Agent) จำเป็นต้องมีความรู้ และความสามารถเป็นอย่างสูง เพราะความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ รวมถึงสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ คือ เวลา ที่จะพาลูกค้าไปชมทรัพย์, พาลูกค้าไปทำสัญญา, ปิดการขาย รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน ... เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกำแพง หรือ อุปสรรคที่สำคัญทำให้คนทั่วไป ไม่สามารถเข้าถึงอาชีพที่ได้เงินเยอะอย่าง นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent





Propso.com เข้าใจและทราบถึงความยุ่งยากของทุกท่านในการที่จะสร้างรายได้ด้วยอาชีพ นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent จึงได้คิดค้นรูปแบบการทำงานที่ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ทุกคน (นักเรียน/นักศึกษา, พนักงานประจำ, เจ้าของกิจการ หรือ อาชีพใดๆ) สามารถสร้างรายได้จาก นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent กับ Propso ได้ โดยช่วยแก้ปัญหา ดังนี้

ไม่จำเป็นต้องไปหน้างานด้วยตัวเอง มี Propso Rider พาลูกค้าชมทรัพย์ และปิดการขายให้

Propso Rider ดำเนินการพาลูกค้าโอนกรรมสิทธิ์ให้

นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent สามารถทำงาน / เรียนได้ตามปกติ ทาง Propso ดำเนินการโอนเงินให้ภายใน 2 ชม.

ซึ่งช่วยให้การสร้างรายได้ของ นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent สามารถทำได้ทุกที่ และทุกอาชีพ ซึ่งเหมาะกับยุคสมัยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

สนใจบริการ Propso :

ฝากขายบ้าน | ฝากขายคอนโด | ฝากขายทาวน์โฮม | ฝากขายอาคารพาณิชย์ | ฝากขายโฮมออฟฟิศ

7
งานบริการ รถรับจ้างราคาถูก รถรับจ้างขนของ รถรับจ้างกรุงเทพ รถขนของ เริ่มต้น 300 บาท แล้วแต่จะระยะทางใกล้ไกล บริการดี ช่วยยกลงของเต็มที่สำหรับคนขับ 
บริการเป็นกันเอง ราคาถูกใจ สนใจเรียกใช้บริการเลยครับ 


ประเภทบริการรถรับจ้าง
บริการขนของ / บริการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ / บริการขนย้ายบูธสินค้า / บริการย้ายห้อง/ย้ายหอ/ย้ายบ้าน/คอนโด / บริการรถรับจ้างทั่วไป
• ประเภทรถรับจ้างที่ให้บริการ
รถกระบะ 4 ล้อ (หลังคาตู้ทึบ สูง 2 เมตร 20 เซนติเมตร) / รถสี่ล้อใหญ่ / รถหกล้อ ( 6 ล้อ )
• พื้นที่ให้บริการ
กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด

โทรศัพท์ 094-052-4588 : ต้น

สนใจเยี่ยมชมเว็บไซค์ได้ที่ : รถรับจ้างส่งของ

8
111-Lotto 111  ตัวแทนจำหน่าย ล็อตเตอรี่ออนไลน์ รายใหญ่ของ มังกรฟ้าล็อตเตอรี่ออนไลน์  ปรับเปลี่ยนรูปแบบการซื้อล็อตเตอรี่แบบใหม่  ยุค new normal




ไม่ต้องไปหน้าแผง ไม่ต้องเสียเวลาก้มหาเลข ไม่ต้องไปลุ้นว่าจะมีเลขที่อยากได้มั้ย แค่แอดไลน์ หาเรา บอกเลขที่ต้องการ เลขเด็ด เลขดัง แจ้งโอนเงิน จะได้รับ SMS ยืนยัน




ถ้าถูกรางวัลสามารถขึ้นเงินได้จริง ได้รับเงินจริงไม่เกิน 24 ชม โดยปกติใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงหลังผลสลากกินแบ่งรัฐบาลออกเท่านั้น 

ขั้นตอนการซื้อ ล็อตเตอรี่ออนไลน์ กับเรานั้น ง่ายๆ มาก มี 2 แบบให้เลือกแล้วแต่สะดวก

1. แอดไลน์ @111-lotto หรือคลิกทีนี่ เพื่อ คุยกับแอดมินโดยตรงและทำการสั่งซื้อและโอนเงินผ่านไลน์ มีเจ้าหน้าที่แนะนำทุกขั้นตอน 

111-lotto รีบแอดไลน์เพื่อเลือกเลขรางวัลก่อนใคร

Add Line : @111-lotto





2. สั่งซื้อผ่านระบบ 111-lotto ล็อตเตอรี่ของของมังกรฟ้าล็อตเตอรี่ออนไลน์ ด้วยตัวเอง จะทำที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาไหนก็ได้ Add Line : @111-lotto


 


 

9

กลุ่มทิสโก้ไตรมาส 3/2564 มีกำไรสุทธิ 1,560 ล้านบาท หดตัว 6.3% แต่เงินสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตยังแกร่งอยู่ที่ระดับ 196.5%


นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 3/2564 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 1,560 ล้านบาท ลดลง 6.3% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 และมาตรการปิดเมือง (Lockdown) ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ธุรกิจชะลอตัวลงโดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1.8% ตามการปล่อยสินเชื่อที่ชะลอตัว รายได้ค่าธรรมเนียมอ่อนตัวลง 9.9% จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยและธุรกิจจัดการกองทุนที่อ่อนตัวลง ประกอบกับการรับรู้ผลขาดทุนบางส่วนจากมูลค่าเงินลงทุนที่ผันผวนตามสภาวะตลาดทุนทั่วโลก

 

อย่างไรก็ดี ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 0.5% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เนื่องจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายในช่วงท้ายของไตรมาส ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROE) อยู่ที่ 16.2%

 ในขณะที่สถานการณ์การระบาดเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน และการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ ทั้งนี้ ระดับเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Loan Loss Coverage Ratio) ยังคงแข็งแกร่งที่ 196.5% 

 

ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและมาตรการปิดเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการแก้หนี้ให้ตรงจุดและยั่งยืน เพิ่มเติมจากการช่วยเหลือเป็นการทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าเช่าซื้อและจำนำทะเบียนรถยนต์ โดยเปิดโครงการพิเศษ “คืนรถจบหนี้” สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยตลอดทั้งโครงการมีผู้สนใจเข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 3,000 ราย


ขณะเดียวกัน ยังเปิดตัวโครงการคุ้มคาร์ “ขายรถปิดหนี้” เพื่อช่วยเหลือลูกค้าในกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องขายรถหรือต้องการส่งต่อรถให้กับเจ้าของใหม่ สามารถนำรถยนต์มาประกาศขายผ่านเว็บไซต์TaladRodดอทcom โดยเปิดให้ลูกค้าที่สนใจลงทะเบียนได้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564

10
ซื้อแหวนพญานาคทุกแบบ 1 วง แถมฟรีอีก 1 วง  วันนี้ - 31 ตุลาคม 2564 นี้
https://www.facebook.com/pg/line0822637402/community/?ref=page_internal

11
ผู้ชายควรกิน Low GI สุขภาพที่มีโภชนาการสูงปลอดสารพิษ ข้าวหอมทุ่งกุลาร้องไห้แท้ 100%
ข้าวออร์แกนิกปลอดสารแท้ 100%ปลูกข้าวอินทรีย์  ข้าวออร์แกนิคส่งทั่วไทย #ข้าวออแกนิค หรือ #ข้าวออร์แกนิค หรือ #ข้าวออร์แกนิก หรือ "#ข้าวเกษตรอินทรีย์"  (#OranicRice)
ข้าวออแกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิก (#OranicFood) หรือเรียกง่ายๆเป็นภาษาไทยว่า "ข้าวเกษตรอินทรีย์" หรือ "ข้าวอินทรีย์" /  ข้าวมะลินิลorganic คือ ข้าวที่ผ่านการผลิตทางการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือวัตถุสังเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น (รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์ ข้าวที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม) กระบวนการผลิตข้าวไม่มีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ก่อนการปลูกข้าวจะต้องเตรียมหน้าดินก่อนด้วยวิธีธรรมชาติ ทุกขั้นตอนการผลิตข้าวจะไร้สารปนเปื้อนที่เกิดมนุษย์ จะไม่ผ่านการฉายรังสี ไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งลงไปในข้าว 




  ข้าวอินทรีย์หอมมะลิข้าวออแกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิก หรือ "ข้าวเกษตรอินทรีย์"  (Oranic Rice)   ข้าวกล้องหอมมะลิออร์แกนิค คืออะไร?
1. ส่วนประกอบทุกอย่างล้วนมากจากธรรมชาติ โดยข้าวออแกนิคจะไม่มีการใช้สารสังเคราะห์ใด ๆ ในการเพาะปลูก  ข้าวปะกาอำปึลorganicเลย ข้าวก็จะถูกปลูกและเจริญเติบโตมาด้วยอาหารจากธรรมชาติล้วน ๆ ส่วนข้าวก็จะเป็นการปลูกในนา ไม่ใส่วัตถุสังเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง ใช้แต่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกจากธรรมชาติในการเพาะปลูกข้าว ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำมาเพาะปลูกจะต้องไม่มีตัดต่อพันธุกรรม และต้องมีการเตรียมหน้าดินก่อนการเพาะปลูกข้าวด้วยวิธีธรรมชาติ คือ จะต้องทำให้ปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 3 ปี เหล่านี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการสร้างอาหารแบบธรรมชาติอย่างแท้จริง 100% มีกลิ่นหอมตามแบบธรรมชาติ ทุกขั้นตอนในการปลูกข้าวและการแปรรูปข้าวจะต้องอยู่ในมาตรฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนประกอบทุกอย่างจึงสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสารพิษตกค้างหรือสารก่อมะเร็ง
2. ข้าวออแกนิคจะไม่มีการใช้สารเคมีใด ๆ เลย ส่วนประกอบทุกอย่างจะต้องมาจากธรรมชาติ เพราะถ้ามีการใช้สารเคมีก็จะไม่ถือว่าเป็นข้าวออแกนิค ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีที่ว่านั้นหมายถึง การไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี 
3. ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในกระบวนการปลูก  ข้าวกล้องหอมมะลิแดงอินทรีย์ เพราะข้าวออแกนิคนั้น นอกจากจะมุ้งเน้นให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีแล้ว จุดประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการช่วยลดมลพิษให้กับธรรมชาติ เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือสารเร่งการเจริญเติบโตต่าง ๆ นั้นจะก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในดิน ในน้ำ และในอากาศ ซึ่งกว่าจะย่อยสลายไปได้บางทีก็อาจใช้ระยะเวลาเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งวิธีการปลูก ข้าวกล้องหอมมะลินิลออแกนิคคือ แบบธรรมชาตินี้เองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียไป เพราะนอกจากจะได้รับประทานข้าวที่ปลอดสารพิษแล้ว ยังช่วยลดมลพิษต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย

ข้าว Hor.Boutique ข้าวอินทรีย์สุรินทร์   ข้าวกล้องหอมมะลิแดงorganic
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร. 092-8245655
website : https://xn--22cs9b8acu9b9a7a3hub5cc1c.life/
Line: @Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ 7 ประเภทครับ
1.  กลุ่มข้าวหอมมะลิอินทรีย์
2.  ข้าวกล้องหอมมะลิorganic
3.  ข้าวปะกาอำปึลออร์แกนิค
4.  ข้าวผสมหลายสายพันธุ์ จ.สุรินทร์
5.  ข้าวกล้องหอมมะลิแดงออร์แกนิค6. ข้าวกล้องหอมมะลินิลปลอดสารพิษ7.  ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์


#ข้าวออร์แกนิกสุรินทร์  #ข้าวออแกนิคสุรินทร์  #ข้าวออแกนิกสุรินทร์   #ข้าวอินทรีย์สุรินทร์  #ข้าวสุขภาพสุรินทร์
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

12

“กรุงไทย” ผนึกปตท.สผ.” ปฎิวัติการลงทุน เสนอขาย “หุ้นกู้ดิจิทัล ปตท.สผ.” บนช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบผ่านวอลเล็ตเป็นครั้งแรกในเอเชีย ซื้อ-ขายง่าย ได้ทันที 24 ชั่วโมง ผ่านแอปฯเป๋าตัง ตอกย้ำความเป็น “Thai-land Open Digital Platform” เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เปิดโอกาสเข้าถึงการลงทุนหุ้นกู้ภาคเอกชนอย่างเท่าเทียม ตอบโจทย์สร้างผลตอบแทนที่มั่นคง ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือที่ “AAA” จากทริสเรทติ้ง

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. มีแผนที่จะเสนอขายหุ้นกู้ให้กับประชาชนทั่วไปในตลาดทุนไทย โดยได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ให้บริการซื้อขายหุ้นกู้ครั้งนี้ผ่านแอปพลิเคชัน ”เป๋าตัง” ถือเป็นการซื้อขายหุ้นกู้ด้วยระบบดิจิทัลวอลเล็ต เต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชีย เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงการลงทุนกับ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำของประเทศไทย หุ้นกู้ดิจิทัล ปตท.สผ. จึงเปิดให้ลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าลงทุนเริ่มต้นที่ต่ำที่สุดของการขายหุ้นกู้ในประเทศ

โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถกำหนดมูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ทั้งหมดได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ และคาดว่าจะเปิดการเสนอขายหุ้นกู้ได้ในระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2564หุ้นกู้ดิจิทัล ปตท.สผ. ที่เสนอขายครั้งนี้ เป็นหุ้นกู้ระยะยาวชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และ มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุ 5 ปี ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ.2569 ด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเริ่มต้น ที่ร้อยละ 2.00 ต่อปี และสูงสุดที่ร้อยละ 2.75 ต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยร้อยละ 2.25 ต่อปี กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน นักลงทุนสามารถลงทุนเพิ่มด้วยอัตราทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท วงเงินลงทุนสูงสุดท่านละไม่เกิน 10 ล้านบาท หุ้นกู้ดิจิทัล ปตท.สผ. ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ “AAA” โดยทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดของตราสารหนี้ในประเทศ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท



“การเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลครั้งนี้ของ ปตท.สผ. เป็นการกลับมาเสนอขายหุ้นกู้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดย ปตท.สผ. ในฐานะที่เป็นบริษัทพลังงานของคนไทย ต้องการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้มีส่วนร่วมในการลงทุนกับ ปตท.สผ. เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มองหาโอกาสการลงทุนกับบริษัทที่มีความมั่นคงและเติบโตในอนาคต ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่น้อยที่สุดของการซื้อขายหุ้นกู้ในประเทศ และสามารถซื้อขายได้สะดวกสบายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาตลาดทุนไทย โดยการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำไปใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้หรือหนี้จากการออกตราสารหนี้รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานในธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต”

ADVERTISEMENT


นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า ธนาคารมุ่งมั่นนำนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้ตอบโจทย์ลูกค้าและประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง บนช่องทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก และปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้งานในยุคใหม่ โดยเฉพาะแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) ให้เป็น Thailand Open Digital Platform เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทุกกลุ่มใช้บริการได้ แม้ไม่มีบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย พร้อมเปิดกว้างร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพของ Platform ให้สามารถบริการครอบคลุมกิจกรรมหลักในชีวิตของลูกค้าและประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งด้านบริการทางการเงิน สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงการออมและการลงทุนในครั้งนี้ ธนาคารได้ร่วมมือกับ ปตท.สผ.ยกระดับแอปฯเป๋าตัง รองรับการซื้อหุ้นกู้ดิจิทัลของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นการจองซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนในตลาดแรก และสามารถซื้อขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในตลาดรอง บนช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ ผ่านวอลเล็ตเป็นครั้งแรกในเอเชีย



โดยหุ้นกู้ดิจิทัล ปตท.สผ. ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงที่สุดในระดับ AAA และมีความต้องการในตลาดหุ้นกู้สูง แต่ที่ผ่านมาการซื้อขายหุ้นกู้เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดอาจทำได้ลำบาก ไม่รู้ว่าจะซื้อขายกันที่ไหน ธนาคารกรุงไทยจึงให้บริการเป็นตัวกลางสำหรับตลาดรอง เพื่อให้นักลงทุนมีช่องทางการซื้อขายได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง ได้รับหุ้นกู้และได้รับเงินทันที โดยไม่มีค่าธรรมเนียม อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้มีเงินลงทุนหมุนเวียน สร้างสภาพคล่องให้กับตลาดตราสารหนี้ของไทยอีกด้วย

“ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการปฏิวัติการลงทุนครั้งสำคัญที่คนไทยทุกภาคส่วน ทุกระดับชั้นรายได้ สามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือในระดับ AAA ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท สามารถซื้อขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตลอดเวลา แบบที่เรียกว่า ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอปฯเป๋าตัง ที่เป็น Thailand Open Digital Platform ที่คนไทยมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว โดยคนไทยให้กับคนไทย ทั้งจากโครงการภาครัฐ เช่นคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน บริการ Health Wallet และการลงทุน ผ่านวอลเล็ต สบม. ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปฯเป๋าตังมากกว่า 33 ล้านคน ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGS ในหลายด้าน ทั้งในด้านการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม ยั่งยืน และการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ โดยธนาคารจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน”

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จในการขายหุ้นกู้ดิจิทัลปตท. สผ. ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของนวัตกรรมการให้บริการทางการเงินขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนไทยอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง อันเป็นการต่อยอดและยกระดับตลาดทุนไทยสู่ตลาดทุนดิจิทัลและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศอย่างยั่งยืนอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจลงทุนในหุ้นกู้ดิจิทัลของ ปตท.สผ. สามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการซื้อหุ้นกู้ ทั้งนี้ผู้ลงทุนสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือชี้ชวนการเสนอขายได้ที่ www.sec.or.th และ www.krungthai.com หรือสอบถามข้อมูลผ่านธนาคารกรุงไทย โทร. 02-111-1111

13
กระทรวงแรงงาน เชิญชวนสถานประกอบกิจการร่วมโครงการ “แรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง” น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจัดสวัสดิการนอกเหนือกฎหมายช่วยนายจ้าง ลูกจ้างมีภูมิคุ้มกัน พัฒนาคุณภาพชีวิตโดยพึ่งพาตนเองได้


นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามนโยบายการบริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ “แรงงานมีศักยภาพสูง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลการบริหารงานของกระทรวงแรงงาน โดยให้ความสำคัญกับการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกจ้างและครอบครัว พร้อมสนับสนุน ส่งเสริมให้นายจ้างจัดสวัสดิการนอกเหนือกฎหมายให้แก่ลูกจ้าง จึงมอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดโครงการ “แรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้สถานประกอบกิจการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้ลูกจ้าง ได้ใช้ประโยชน์ ได้แก่ พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณสถานประกอบกิจการให้ลูกจ้างใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน ทำการเพาะปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตที่ได้ลูกจ้างนำมาแลกเปลี่ยนกันและนำไปบริโภคในครัวเรือน ส่วนผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคสามารถนำไปจำหน่ายในชุมชน อันเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้แก่ลูกจ้าง อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาอาชีพเสริมไว้รองรับให้กับลูกจ้างที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณ ให้สามารถพึ่งพาตนเอง ก้าวข้ามปัญหาอุปสรรคในภาวะวิกฤตได้อย่างยั่งยืน และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระราชดำริแนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ในการสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ กระทรวงแรงงานจึงขอเชิญชวนนายจ้าง สถานประกอบกิจการเข้าร่วมโครงการ “แรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสถานประกอบกิจการและพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้าง

นายนิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการแรงงานพันธุ์ดีฯ ถือเป็นการวางรากฐานให้สถานประกอบกิจการจัดสวัสดิการร่วมกับลูกจ้าง เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อีกทั้งเป็นการช่วยให้ลูกจ้างได้ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานให้เกิดประโยชน์ และเป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เฉลี่ยคนละ 1,500-3,000 บาทต่อเดือน โดยในปี 2564 กระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กสร. ดำเนินการคัดเลือกสถานประกอบกิจการต้นแบบ ซึ่งมีสถานประกอบกิจการทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการจำนวน 99 แห่ง และมีสถานประกอบกิจการที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นสถานประกอบกิจการต้นแบบจำนวน 9 แห่ง

ทั้งนี้ในปี 2565 กสร.ได้ตั้งเป้าส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการนำโครงการ “แรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมจังหวัดละ 1 แห่ง และในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 10 แห่ง รวมทั้งหมด 86 แห่ง ซึ่งสถานประกอบกิจการที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือที่กองสวัสดิการแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และโทรศัพท์สายด่วน 1546 หรือ 1506 กด 3 อธิบดี กสร. กล่าวทิ้งท้าย

14
เช็คด่วน ครม.ไฟเขียว ร่างพ.ร.ฎ.เวนคืน5 ตำบล461แปลง267หลังคาเรือน สร้างสะพานข้ามเจ้าพระยาสามโคก ปทุมธานี-แนวถนนเชื่อมต่อ ระดับดินยาว9กิโล แก้ปัญหาจราจร ในเขตกทม.-ปริมณฑล ของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม วงเงิน4.5พันล้าน หลังรับฟังความเห็นชาวบ้านปี48

การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 12 ต.ค.64  มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลคลองควาย ตำบลบางเตย ตำบลสามโคก ตำบลบ้านปทุม และตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. ….ของกรมทางหลวง(ทล.) ตามที่กระทรวงคมนาคม(คค.)เสนอเพื่อก่อสร้างโครงการทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3214 สายบางเตย – คลองเจ็ด ตอน บางเตย – บ้านพร้าว จังหวัดปทุมธานี วงเงินก่อสร้าง 4,740 ล้านบาท หรือโครงการทางหลวงแนวใหม่ถนนสะพานสามโคก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะค่าเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตั้งไว้วงเงิน 4,467ล้านบาทรวมมูลค่าทั้งโครงการ กว่า9,200ล้านบาท 

 

 

 

 


ข้อเสนอกระทรวงคมนาคม(คค.)ระบุว่า  ปัจจุบันโครงข่ายการจราจรสายหลักในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่วนใหญ่เป็นการให้บริการการเดินทางในทางทิศเหนือ - ใต้ ไม่ได้ให้บริการการเดินทางในทางทิศตะวันออก - ตะวันตก โดยต้องใช้ระบบโครงข่ายถนนสายรองและสายย่อยในพื้นที่ ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง การเสริมโครงข่ายการจราจรสายหลักทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินโครงการเชื่อมโยงถนนสายหลักฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 เมื่อพิจารณาโครงข่ายการจราจรในพื้นที่พบว่าปัจจุบันเป็นแนวเส้นทางเดิมของทางหลวงหมายเลข 3214 ซึ่งวางตัวในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก

ที่มีศักยภาพจะเป็นถนนสายหลักได้ เป็นเหตุผลที่จะพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อผ่านเส้นทางดังกล่าว เพื่อเชื่อมโครงข่ายทางหลวงให้สมบูรณ์และเป็นการแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ และเป็นไปตามกรอบแนวทางการพัฒนาโครงข่ายถนนภายใต้แผนแม่บทสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  
 

แนวเส้นทางโครงการก่อสร้างถนนและสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสามโคกจังหวัดปทุมธานีมีจุดเริ่มต้นจากถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกบริเวณแยกต่างระดับบางเตยบรรจบกับถนนสาย3111 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมเข้ากับทางหลวงสาย347  วิ่งเข้าถนนสาย3214 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตและไปสิ้นสุดบริเวณทางต่างระดับคลองหลวงเชื่อเข้ากับถนนหน้าวัดธรรมกาย วิ่งทะลุไปยังถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก-ตะวันตก

หรือมีจุดเริ่มต้น ที่ กิโลเมตร(กม.) 0+000 – กม.9+358 รวมระยะทาง 9.358 กิโลเมตร กรรมสิทธิ์ ประกอบด้วยที่ดินประมาณ 461 แปลง สิ่งปลูกสร้างประมาณ 267 ราย ต้นไม้ยืนต้นประมาณ 187 ราย ค่าทดแทนและค่าเสียหายอื่น ๆ และค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด ตามที่กรมทางหลวง สำรวจออกแบบ รวมค่าทดแทนในการเวนคืน เป็นเงินประมาณ 4,467,620,000 บาท(4,467ล้านบาท)

จึงมีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3214 สายบางเตย – คลองเจ็ด ตอน บางเตย – บ้านพร้าว จังหวัดปทุมธานี ในท้องที่ตำบลคลองควาย ตำบลบางเตย ตำบลสามโคก ตำบลบ้านปทุม  และตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค และพัฒนาโครงข่ายทางหลวงให้มีมาตรฐาน

เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนเป็นการสนับสนุนการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทำการสำรวจเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องได้มาโดยแน่ชัด  
                    
 ที่ผ่านมากรมทางหลวงได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบกับโครงการก่อสร้างขยายทางหลวงแผ่นดินสายดังกล่าว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว ขณะเดียวกัน สำนักงบประมาณแจ้งว่า จะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ตามความจำเป็นและเหมาะสม เมื่อร่างพระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับแล้ว  

 สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลคลองควาย ตำบลบางเตย ตำบลสามโคก ตำบลบ้านปทุม และตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3214 สายบางเตย – คลองเจ็ด ตอน บางเตย – บ้านพร้าว จังหวัดปทุมธานี

 

15
“ราคาทอง” วันนี้ (12 ต.ค.) ปรับร่วงแรง 250 ราคาทองรูปพรรณขาย ขายออก 28,400 บาท ราคาทองคำแท่งขาย ขายออกบาทละ 27,900 บาท

ราคาทองคำประจำวันที่ 12 ต.ค.64 เปลี่ยนแปลงล่าสุด ครั้งที่ 5 ณ เวลา 16:14 น. ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ

ราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 27,800.00 ขายออกบาทละ 27,900.00
ราคาทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 27,303.16 ขายออกบาทละ 28,400.00
ราคาทอง วันนี้ (12 ต.ค.) ปรับล่าสุด ราคาทองรูปพรรณขาย 28,400

ทั้งนี้ ราคาทองคำ ผันผวน ปรับร่วงรวม 250 บาท เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายเมื่อวานนี้ (11 ต.ค.)

ประกาศครั้งที่ 1

ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,400.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,303.16 บาท
ราคาทองแท่ง ขายออกบาทละ 27,900.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,800.00 บาท
ประกาศครั้งที่ 2

ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,450.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,348.64 บาท
ราคาทองแท่ง ขายออกบาทละ 27,950.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,850.00 บาท
 


ประกาศครั้งที่ 3

ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,400.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,303.16 บาท
ราคาทองแท่ง ขายออกบาทละ 27,900.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,800.00 บาท
ประกาศครั้งที่ 4

ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,350.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,257.68 บาท
ราคาทองแท่ง ขายออกบาทละ 27,850.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,750.00 บาท
ประกาศครั้งที่ 5

ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,400.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,303.16 บาท
ราคาทองแท่ง ขายออกบาทละ 27,900.00 บาท รับซื้อบาทละ 27,800.00 บาท

หน้า: [1] 2 3 ... 34